ทำไม iPhone ต้องมีปุ่มเปิด/ปิดเสียง?!

หลายๆคนน่าจะสงสัยกันนะฮะ ว่าทำไม iPhone ถึงยังมีปุ่มเปิด/ปิดด้านข้างอยู่ ทั้งที่ก็มีวิธีเปิดโหมด Silent วิธีอื่นอยู่ วันนี้อาตี๋รีวิวทีมมีคำตอบ!!

Apple มีชื่อเสียงอยู่พอตัวนะฮะ ในเรื่องการเก็บฟีเจอร์หรือปุ่มที่ไม่ค่อยจำเป็นไว้ใน iPhone แล้วเพื่อนๆเคยสงสัยกันมั้ยฮะว่าว่าทำไมไอโฟนถึงยังมีปุ่มเปิด/ปิดเสียง หรือ Silent Mode มาอย่างยาวนาน จนถึงไอโฟนรุ่นปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ในขณะที่หลายๆอย่าง เช่น คีย์บอร์ด ช่องเสียบสายแจ๊ค ปุ่มโฮม ก็โดนเอาออกไปจนหมดแล้ว บางคนซื้อไอโฟนไปก็ไม่ค่อยได้ใช้เจ้าปุ่มเปิด/ปิดเสียงด้านข้างซะด้วยซิ ทางฝั่งแอนดรอยด์ก็ไม่มีใช้ แล้วทำไมไอโฟนถึงยังเก็บไว้ วันนี้อาตี๋รีวิวทีมมีคำตอบฮะ

ถ้าย้อนกลับไปช่วงที่ยังใช้ iPod กันอยู่ ตอนนั้นยังมีปุ่ม Hold Switch ที่พอเปิดแล้วจะเป็นสีส้ม เหมือนกับปุ่มเปิด/ปิดเสียงที่มีใน iPhone แต่ปุ่มนี้ใน iPod มีไว้กันไม่ให้เผลอไปกดปุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจ เช่น เวลาเราเอาใส่กระเป๋าอาจจะเผลอไปกดโดนปุ่มต่างๆได้ แต่พอกด Hold Switch ไว้ จะเผลอไกดโดนปุ่มอื่นก็ไม่มีผลอะไรฮะ

พอมาถึงยุค iPhone แม้ว่า ‘การเลื่อนเพื่อปลดล็อก’ ไอโฟนจอทัชสกรีน จะช่วยป้องกันไม่ให้เผลอไปกดโดนจนปลดล็อกหน้าจอเองอยู่แล้ว Apple ก็ยังเอาฮาร์ดแวร์ปุ่มเปิด/ปิดนี้มาใส่ใน iPhone ที่เป็นจอทัชสกรีนอยู่ดี แต่เปลี่ยนจาก Hold Switch มาเป็น Silent Mode แทน ซึ่งตอนนั้นก็ดูจะไม่จำเป็นเท่าไร เพราะมีปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงที่พอเลื่อนจนสุดก็จะปิดเสียงได้และเปลี่ยนเป็นโหมดสั่นให้

การกดปุ่มลดเสียงจนสุดไม่ใช่แค่ปิดเสียงเรียกเข้าและเสียงแจ้งเตือน แต่ยังปิดเสียงตอนเล่นเกม ดูยูทูปหรือตอนฟังเพลงด้วยฮะ เลยต้องเปิดเสียงเพื่อให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง Apple เลยแก้ปัญหานี้ด้วยการเพิ่มปุ่มเปิด/ปิดเสียงเข้าไป เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น โหมดปิดเสียงนี้จะปิดเสียงทุกอย่างตอนที่เราหลับอยู่ แต่เวลาปกติที่เราใช้งานอย่างอื่นจะยังได้ยินเสียงอยู่ฮะ

จริงๆแล้วในแอนดรอยด์ก็มีการแ้ปัยหาปิดเสียงด้วยการเปิ่มปุ่มเปิด/ปิดเสียงลงไปในซอฟต์แวร์แทน แค่เลื่อนหน้าจอด้านบนลงมาก็สามารถเลือกเปิด/ปิดเสียงจากตรงนี้ได้เลยฮะ เห็นแบบนี้ก็ยังมีบางสถานการณ์ที่ทำให้ใช้วิธีเปิด/ปิดเสียงแบบนี้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไร อาจจะเป็นการรบกวนหรือเสียมารยาทไปได้นะฮะ เช่น ระหว่างที่กำลังประชุมอยู่ ตอนอยู่ในโรงหนัง หรือตอนที่กำลังจะนอนแล้ว

พอต้องเลื่อนแถบด้านบนลงมาเพื่อปิดเสียงก็ดูจะยุ่งยากกว่าการกดปุ่ม Silent Mode ของ iPhone ที่แค่กดแป๊บเดียวก็ใช้งานได้ทันที ไม่มีแสงสีฟ้ารบกวนด้วยฮะ และถ้าอยากเช็คว่าเราปิดเสียงหรือยังก็สามารถเช็คได้จากการดูแถบสีด้านข้าง ถ้าเห็นสีส้มแสดงว่ายังเิดเสียงใช้งานปกติอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นสีส้มแสดงว่าเข้าโหมดปิดเสียงแล้ว โหมดนี้ก็ช่วยให้ไม่มีเสียงเรียกเข้าหรือเสียงแจ้งเตือนมารบกวนเวลานอนด้วยฮะ

พอฟังรายละเอียดและที่มาที่ไปดีๆแล้วก็ทำให้เข้าใจได้นะฮะว่า Apple เค้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่เค้าทำก็เพื่อพัฒนาและให้ผู้ใช้งานแบบเราได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเองฮะ อาตี๋รีวิวทีมก็ได้รวบรวมวิธีการใช้งาน Silent Mode แบบพื้นฐานมาให้ด้วยนะฮะ เพื่อนๆจะได้เอาไปปรับตั้งค่าตามได้

วิธีตั้ง iPhone ให้อยู่ในโหมดสั่น โหมดเปิดเสียง หรือโหมดปิดเสียง

  • เปิดหรือปิดโหมดเปิด/ปิดเสียงบน iPhone

ในโหมดเปิดเสียง คุณจะได้ยินเสียงเรียกเข้าและการเตือน ในโหมดปิดเสียง คุณจะไม่ได้ยินเสียงดังกล่าว แต่ iPhone ของคุณยังคงเล่นเสียงได้ เช่น เมื่อคุณเล่นเพลงหรือวิดีโอ

  • วิธีเปลี่ยนเสียงเรียกเข้า เสียง และการสั่น
  1. บน iPhone 7 และใหม่กว่า ไปที่การตั้งค่า > เสียงและการสั่น บน iPhone รุ่นก่อนหน้า ให้ไปที่การตั้งค่า > เสียง
  2. เลือกสิ่งที่คุณต้องการปรับ เช่น เสียงเรียกเข้าหรือเมลใหม่
  3. แตะเสียงเตือนที่ต้องการ คุณสามารถแตะการสั่นและเลือกรูปแบบการสั่น หรือสร้างการสั่นแบบกำหนดเอง
  • วิธีปรับระดับเสียงเรียกเข้าและการเตือนด้วยปุ่ม

หากคุณต้องการควบคุมระดับเสียงของเสียงเรียกเข้าและเสียงเตือนแยกจากแอพอื่นๆ ให้ปิด “ปรับเปลี่ยนด้วยปุ่ม” จากนั้นคุณต้องปรับระดับเสียงเรียกเข้าและการเตือนด้วยตนเองในการตั้งค่า > เสียงและการสั่น หรือการตั้งค่า > เสียง

  • วิธีเลือกว่าจะให้อุปกรณ์ของคุณสั่นเมื่อใด
  1. บน iPhone 7 และใหม่กว่า ไปที่การตั้งค่า > เสียงและการสั่น บน iPhone รุ่นก่อนหน้า ให้ไปที่การตั้งค่า > เสียง
  2. คุณสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ iPhone ของคุณสั่นเมื่อตั้งค่าเป็นโหมดเปิดเสียงหรือโหมดปิดเสียงหรือไม่ หากคุณปิดการตั้งค่าทั้งสองรายการ iPhone ของคุณจะไม่สั่น
  • สร้างการสั่นแบบกำหนดเอง
  1. ให้ไปที่การตั้งค่า > เสียงและการสั่นหรือการตั้งค่า > เสียง 
  2. เลือกตัวเลือกภายใต้เสียงและรูปแบบการสั่น 
  3. แตะการสั่น จากนั้นแตะสร้างการสั่นใหม่
  4. แตะที่หน้าจอเพื่อสร้างรูปแบบ จากนั้นแตะหยุด
  5. แตะเล่นเพื่อทดสอบการสั่นของคุณ
  6. แตะบันทึกและตั้งชื่อให้รูปแบบของคุณ คุณยังสามารถแตะอัด เพื่อทำซ้ำการสั่นแบบกำหนดเองได้อีกด้วย

ที่มา : Apple Explained , Apple